วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

OpenOffice.org "ใช้ฟรีไม่คิดเงิน"

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับเจ้าOpenOffice.org เรามาทำความรู้จักคำว่า open source กันก่อนดีกว่า
โอเพนซอร์ซ หรือ โอเพนซอร์ส (open source) คือวิธีการในการออกแบบ พัฒนา และแจกจ่ายสำหรับต้นฉบับของสินค้าหรือความรู้ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ โดยโอเพนซอร์ซถูกพิจารณาว่าเป็นทั้งรูปแบบหนึ่งในการออกแบบ และแผนการในการดำเนินการ โดยโอเพนซอร์ซเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นนำเอาระบบนั้นไปพัฒนาได้ต่อไป ซอฟต์แวร์ที่ได้มาจะมาพร้อมกับซอร์สโค้ด
ซอร์สโค้ด หมายถึง รหัสซอฟต์แวร์ต้นฉบับที่เขียนโดยภาษาระดับสูง ซึ่งแตกต่างจากไบนารีโค้ด เพราะซอฟต์แวร์ Open Source เปิดเผยโครงสร้าง และลอจิกของโปรแกรม ซอร์สโค้ด คือ โค้ดของซอฟต์แวร์ต้นฉบับ โดยจะต้องสามารถอ่านเข้าใจ และอยู่ในรูปแบบที่สามารถปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมได้ ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ Open Source มีอิสระในการนำไปใช้ นำไปแจกจ่าย และปรับปรุงแก้ไข โดยจะคิดค่าใช้จ่ายหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการอนุญาต

ข้อดีของซอฟต์แวร์ โอเพนซอร์ส OSS (Open Source Software)
1.ลดค่าใช้จ่ายจากค่าลิขสิทธิ์ซอฟแวร์
2.ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ใช้
3.เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ใช้
4.เปิดโอกาสในการพัฒนาทักษะของโปรแกรมเมอร์ไทย
5.ลดความเสี่ยงที่จะใช้ ซอฟต์แวร์มีลิขสิทธิ์โดยผิดกฎหมาย
และนี้คือตัวอย่างอีกชนิดของ ซอฟต์แวร์ ที่ไม่ต้องเสียเงินค่าลิขสิทธิ์
Shareware
          จุดมุ่งหมายของ Shareware ก็คือ ความพยายามที่จะให้มีการนำเอาซอฟต์แวร์ไปใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Shareware จะให้เฉพาะไบนารีโค้ด และให้ใช้ซอฟต์เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เมื่อหมดเวลาทดลองใช้แล้ว ถ้าต้องการใช้ต่อก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย
Freeware         

          เป็นไลเซนต์ที่ให้เฉพาะไบนารีโค้ดโดยไม่คิดค่าธรรมเนียมในการใช้งาน และเป็นไปได้ที่จะอนุญาตให้เฉพาะส่วนตัว หรือที่ไม่ใช้ในทางธุรกิจ ส่วนใหญ่บริษัทจะใช้ Freeware ในการโปรโมทผลิตภัณฑ์รอบๆ ข้าง เช่น ไมโครซอฟต์มี Internet Exploror เป็น Freeware เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการครองตลาด เป็นต้น

คราวนี้ก็เราก็จะมาทำความรู้จักกับเจ้า OpenOffice.org ซึ่งเป็นพระเอกของบทความนี้
OpenOffice.org (โอเพนออฟฟิศ) เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่มีความสามารถ และหน้าตาการใช้งานใกล้เคียงกับ Microsoft Office (ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ) องค์กรสามารถนำ OpenOffice.org มาให้พนักงานส่วนใหญ่ใช้ทดแทน Microsoft Office เพื่อประหยัดค่าไลเซนส์ได้อย่างมหาศาล เนื่องจาก Microsoft Office คิดราคาต่อผู้ใช้ประมาณ 15,000 บาท (มากพอจะซื้อเครื่องพีซีหรือเลเซอร์พรินเตอร์ได้หนึ่งเครื่อง) ขณะที่ OpenOffice.org เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สจึงไม่มีค่าไลเซนส์ ทำให้องค์กรสามารถติดตั้งให้พนักงานทั้งองค์กรได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากค่าใช้จ่ายในการ migrate ซึ่งหมายถึงการย้ายการใช้งานของผู้ใช้จากที่ใช้ Microsoft Office เป็นหลัก เปลี่ยนมาใช้ OpenOffice.org เป็นหลักแทน

องค์ประกอบของ OpenOffice.org

คุณสมบัติของ OpenOffice.org
Features
Benefits
Look and Feel เหมือน Microsoft Office 2003
หน้าตาและการใช้งานคล้าย Microsoft Office 2003 ทำให้ผู้ใช้ปรับตัวง่าย หากผ่านการอบรมที่เหมาะสม
มีฟีเจอร์เกือบทั้งหมดของ Microsoft Office 2003
ทำให้พนักงานส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนมาใช้ OpenOffice.org ได้ ลดความจำเป็นของไลเซนส์ Microsoft Office ไปได้มาก
แลกเปลี่ยนไฟล์กับ Microsoft Office ได้
ระหว่าง migrate จะมีพนักงานบางส่วนที่ยังจำเป็นต้องมี Microsoft Office อยู่ การแลกเปลี่ยนไฟล์กันได้ทำให้ไม่จำเป็นต้อง big bang ถอน Microsoft Office ทั้งหมดในทันที สามารถทยอยทำเป็น phase
เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
ไอทีต้องติดตามไลเซนส์ราคาแพงของ Microsoft Office อยู่ตลอดว่าไม่เกินที่ซื้อไว้ และอยู่ในมือคนที่จำเป็นต้องใช้ ส่วน OpenOffice.org ไอทีสามารถติดตั้งให้ใครก็ได้ เพราะไลเซนส์แบบโอเพนซอร์สที่เรียบง่ายและไร้ความเสี่ยงที่จะละเมิดลิขสิทธิ์
ใช้ฟอร์แมต ODF (ISO 26300)
เมื่อข้อมูลองค์กรอยู่ในฟอร์แมตที่เป็นมาตรฐานเปิด ทำให้ข้อมูลไม่ถูกจับเป็นตัวประกันให้องค์กรต้องใช้ซอฟต์แวร์เดิมจึงจะใช้ข้อมูลได้ ไฟล์ ODF สามารถเปิดได้ในโปรแกรมมากมาย (รวมทั้ง Office 2010) และตลอดไป ต่างจาก Microsoft Office ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถเปิดไฟล์ Office 95 ได้แล้ว การเก็บข้อมูลในฟอร์แมตของ Microsoft Office ในระยะยาวจึงไม่ปลอดภัยเลย


ทำไมควรเปลี่ยนไปใช้
OpenOffice.org
OpenOffice.org เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ซึ่งไม่มีค่าไลเซนส์และสามารถใช้ทดแทน MS Office ได้ดีที่สุด ช่วยให‑องค์กรประหยัดได้กว่า 12,000 บาทต่อเครื่อง มากพอจะซื้อพีซีได้อีกเครื่องหนึ่งเลยทีเดียว

ความต้องการฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำ

ซีพียู                        เดสก์ทอปหรือโน้ตบุค ที่มีโปรเซสเซอร์ความเร็ว 500 MHz หรือสูงกว่า
หน่วยความจำ        แรม 256 MB หากทำงานกับชีตขนาดใหญ่ ต้องมีแรมมากพอเช่น 1-2 GB
ฮาร์ดดิสก์เนื้อที่ว่างอย่างน้อย 800 MB
หน้าจอ                    ความละเอียด 800x600 จำนวน 256 สี ขึ้นไป
ระบบปฏิบัติการ     Windows 98, ME, 2000 (SP2 ขึ้นไป), XP, 2003, Vista, 7
                                 Mac OS X
                                 Linux เดสก์ทอปเช่น Ubuntu, Red Hat หรือระบบที่ใช้ X Window เช่น Solaris



ขั้นตอนการติดตั้งและวิธีใช้งานเบื้องต้น


Download คู่มือการใช้งาน OpenOffice.org

ที่มา
http://openoffice.in.th/forum
th.wikipedia.org/wiki/โอเพนซอร์ซ
http://www.susethailand.com/suseforum/index.php?topic=83.0
http://www.sci.buu.ac.th/scibuu/index.php?page=forum&op=viewThread&id=61&title=% -open-source-program
http://www.osdev.co.th/openoffice

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ระบบบริหารคุณภาพ (ISO) ขององค์กรกับการนำ IT เข้ามาประยุกต์ใช้

มาตรฐาน ISO คืออะไร
ISO (International Standards Organization) คือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ISOถือเป็นสัญลักษณ์ ของผลิตภัณฑ์/บริการ นั้น ๆ ซึ่งถูกรับรองว่ามีมาตรฐานสากล และมีคุณภาพอย่างสูงต่อลูกค้า แสดงถึงศักยภาพการบริหารงาน/การผลิตสินค้าขององค์กร ที่มีต่อบุคคลภายนอก และยังคำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ด้วย
ISO ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1946 หรือพ.ศ.2489 มีสำนักงานอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์คล้ายๆกับองค์การการค้าอื่นๆของโลก คือจัดระเบียบการค้าโลกด้วยการสร้างมาตรฐานขึ้นมา ใครเข้าระบบกติกานี้ถึงจะอยู่ได้

ISO มีประโยชน์อย่างไร
ในแง่ขององค์กรและพนักงาน ก็ทำให้การบริหารจัดการ เป็นไปอย่างมีระบบ และมีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และสร้างภาพพจน์ที่ดี พนักงานมีส่วนร่วม และมีจิตสำนึก ในเรื่องคุณภาพมากขึ้น ภายใต้การปฏิบัติงาน ที่มีระบบและขอบเขตที่ชัดเจน ผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ ในแง่ความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และบริการ ไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซ้ำอีก

งาน IT จะเข้ามีบทบาทอย่างไรกับการจัดการข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO
ระบบบริหารคุณภาพทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ISO 9001 หรือ มาตรฐานอื่นๆนั้น จะอยู่บนหลักการของการทำงานอย่างเป็นระบบเป็นขั้นเป็นขั้นตอน โดยมีลำดับการคิดและการดำเนินการตามวงจรเดมมิ่ง คือ PDCA (Pan – Do – Check – Action) ในการดำเนินระบบให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะต้องเป็นการดำเนินการที่ทั่วถึงทั้งองค์กร
ในส่วนของงาน IT นั้น ขนาดโครงสร้าง และ ความรับผิดชอบของงานIT ก็ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กรว่ามีความใหญ่โตขนาดไหน และหากองค์กรใดๆ มีการดำเนินระบบ ISO แล้ว งาน IT ก็จะเป็นอีกงานหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้ระบบการทำงานขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น
หากหน่วยงาน IT ขององค์กรเห็นภาพว่า งานของตนจะมีส่วนช่วยให้งานรวมขององค์กรดำเนินการได้อย่างสะดวก ถูกต้อง รวดเร็วขึ้นได้เพียงใด และ พยายามชี้แจงหรือเสนอให้ผู้บริหารทราบ ก็จะกลายเป็นการใช้กลยุทธ์ด้าน IT เพื่อช่วยให้ระบบการทำงานดีขึ้นซึ่งก็จะเท่ากับว่า IT เข้ามามีบทบาทในการดำเนินระบบ ISO 9001 เต็มที่แล้วนั่นเอง ยกตัวอย่างของการเปรียบเทียบข้อกำหนด ISO 9001 กับงานด้าน IT ดังตารางต่อไปนี้
ข้อกำหนดด้าน ISO
กลยุทธ์ด้าน IT เข้าไปช่วยให้ระบบงานดีขึ้นได้อย่างไร
การจัดเก็บเอกสารและจัดเก็บบันทึก (Document and Record Management)
การนำเอา software พวกการจัดเก็บเอกสาร การจัดเก็บบันทึกมาใช้ เพื่อจะได้ไม่จำเป็นต้องพิมพ์เอกสารออกมาให้เปลืองกระดาษ อันเป็นหลักการของ Paperless Office  โดยsoftware ดังกล่าว ทางองค์กรอาจจะพัฒนาขึ้นมาเองก็ได้ หรือ จะซื้อ software สำเร็จรูปมาใช้ก็ได้ จะมีพวก module ของการจัดทำเอกสาร การกำหนดหมายเลข การจัดหมวดหมู่ การขอขึ้นทะเบียน การแจ้งอนุมัติผ่านทางระบบ e-mail รวมไปถึง การอนุมิติ และ การแจกจ่ายเอกสารทาง e-mail หรือ ระบบ network ขององค์กร นอกจากนี้ ยังมี software ที่ช่วยในการเก็บพวกบันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้ในฐานข้อมูล เพื่อรองรับข้อกำหนดทางด้านระบบการจัดการ ISO เอง หรือ ตามระบบบัญชี ตามกฎหมายต่างๆ ที่บางครั้งให้เก็บไว้เป็นเวลานาน อันเกิดปัญหาในเรื่องของพื้นที่ในการจัดเก็บ การดูแลรักษา และ การสอบกลับข้อมูล
การมุ่งเน้นที่ลูกค้า (Customer Focus)
การมุ่งเน้นที่ลูกค้า หมายถึง การหาให้ได้ถึงความต้องการของลูกค้า การติดต่อกับลูกค้า หรือ ช่องทางที่ลูกค้าติดต่อกับเราได้เสมอ การติดตามในเรื่องการวัดความพึงพอใจ หรือ ระบบการจัดการกับข้อร้องเรียน ทั้งนี้พบว่า มี software หรือ การวางระบบ IT เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ เช่น
-          ระบบ CRM (Customer Relationship Management)
-          Software การ survey market research, การหาความพึงพอใจของลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุงในด้านต่างๆ
ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร (Management Responsibility)
ระบบ IT ที่นำมาสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว ก็จะมีพวก การบริหารเชิงกลยุทธ์ การแปลงพวกวิสัยทัศน์ พันธกิจ ออกไปเป็นเป้าหมายและแผนการดำเนินการ เช่น
-          Software พวก Balance Score Card
การบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resources Management)
สำหรับงานด้านบุคคล เท่าที่พบ มี software มาตอบสนองการใช้งานค่อนข้างเยอะ อาจจะเป็นเพราะเพื่อที่จะลดภาระในส่วนของงานด้านเอกสาร การประมวลผล และ การเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูล พวก Software ที่ทาง IT จะพัฒนามาใช้ประโยชน์ ก้มีมากมายเช่น
-          การ Recruit การสัมภาษณ์ หรือ software พวกทดสอบทัศนคติในการทำงาน (Attitude test)
-          Software payroll บันทึก การลา มาสาย ขาดงาน ต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานในการจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการ
-          Software performance appraisal
-          Software เกี่ยวกับ การจัดระบบงาน แผนผังการบริหารขององค์กร การจัดทำ JD (Job Description หรือ ใบพรรณนาหน้าที่งาน) ต่างๆ
การฝึกอบรม (Training, Competency)
ปัจจุบันมี software หรือ ระบบ IT ที่จะเกี่ยวกับการทำงานเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น
-          Software การจัดการระบบ Training เช่น การหาความจำเป็นในการฝึกอบรม การจัดหลักสูตร การวางแผนการฝึกอบรม และ การบันทึกผล
โครงสร้างพื้นฐาน การซ่อมบำรุง (Infrastructure, Maintenance Activities)
ฝ่ายช่าง หรือ วิศวกร ก็ไม่น้อยหน้า เพราะปัจจุบัน มี ระบบ IT มารองรับมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
-          ด้านการจัดทำพวก layout แผนผังการวางระบบสาธารณูปโภคต่างๆ
-          Software ด้าน การวางระบบซ่อมบำรุง
-          Software ด้านการบริหารจัดการอะไหล่ในการซ่อมบำรุง
-          Software ในการวิเคราะห์ความผิดปกติของเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ
การวางแผนคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Process/Product Quality Planning)
ในส่วนของการวางแผนคุณภาพผลิตภัณฑ์นี้ จะเป็นเรื่องตั้งแต่ การออกแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไล่มาจนถึงการออกแบบกระบวนการผลิต หรือ กระบวนการทำงาน ว่ามีขั้นตอนอย่างไร แต่ละขั้นตอนต้องทำอะไร ใครรับผิดชอบ มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไร และ ที่สำคัญ ควบคุมกระบวนการอย่างไร เท่าที่พบพวกระบบ IT ที่สนับสนุนก็มีเหมือนกันเช่น
-          software ในเรื่องการออกแบบการทดลองต่างๆ การทำ simulation เช่นพวก finite element
-          software จำพวกบริหารโครงการในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่นในสายอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็จะมีพวก APQP (Advanced Product Quality Planning) มีฟังก์ชันในการทำแผนงาน การจัดทำเอกสารต่างๆ เช่น การทำ process flow diagram, การวิเคราะห์ FMEA, การจัดทำแผนควบคุม control plan
การวางแผนการผลิต (Production Planning)
ในหัวข้อดังกล่าวทั้งหมด จะเป็นเรื่องของระบบ Supply Chain (ห่วงโซ๋อุปทาน) อันเริ่มตั้งแต่การจัดหาวัสดุ การวางแผนการผลิต การผลิตและสถานะของการผลิต การจัดเก็บ การบริหารคลังสินค้า
พวกระบบ IT ที่มาช่วยการทำงาน ก็มีค่อนข้างมาก เช่น
-          ระบบ ERP (Enterprise Resources Planning) การจัดทำ BOM (bill of material), ระบบ SAP (Systems Applications Products)
-          ระบบ bar code
-          ระบบ RFID (Radio Frequency Identification) อันเป็นระบบคล้ายๆกับการติดบาร์โค้ดกับตัวผลิตภัณฑ์ทำให้สอบกลับหรือรู้สถานะของผลิตภัณฑ์ได้ว่า อยู่ที่ไหน
การจัดซื้อ (Purchasing)
การผลิต (Production)
การถนอมรักษา การขนถ่ายผลิตภัณฑ์ (Logistics)
การควบคุมเครื่องมือวัด (Control of measuring devices)
software ในการจัดการระบบห้องปฏิบัติการสอบเทียบก็มีผู้คิดค้นขึ้นมาแล้ว เพื่อช่วยทั้ง การจัดทำ bar code ID ให้กับแต่ละเครื่องมือ การวางแผนการสอบเทียบ การรายงานผลการสอบเทียบ การจัดทำพวกฉลากแสดงผลการสอบเทียบ การวางระบบวิเคราะห์การใช้เครื่องมือวัดอย่างพวก MSA (Measurement System Analysis) ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น
การตรวจวัด และ การติดตาม (Measurement and Monitoring)
หากเป็นเรื่องของการวัดค่าดัชนีด้านสมรรถนะต่างๆ ปัจจุบันก็มีพวกระบบ IT ที่วัดค่า Performance Indicator (KPI) ผ่าน software พวก Balance Score Card
การตรวจประเมินภายใน (Internal Audit)
Software ด้านการจัดการระบบ Internal Audit ก็จะมีพวก การวางแผน การป้อนข้อมูลในเช็คลิสต์ การทำรายงานการตรวจประเมิน และ การสรุปผลของการตรวจประเมิน
การวิเคราะห์ปัญหา (Analysis of data)การแก้ไข และ การป้องกันปัญหา (Corrective and Preventive Action)
ระบบ IT ที่สนับสนุน ก็จะเป็นพวกที่เชื่อมโยงกับ ฟังก์ชั่นด้านสถิติประยุกต์ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้ม หาสาเหตุ หรือ แก้ไขและป้องกันปัญหา เช่น
-          Software ด้านสถิติ
-          Software ด้านการจัดการข้อร้องเรียน
-          Software ที่จัดการกับฐานข้อมูล CAR, PAR ต่างๆ


ผลสรุปบทบาทของงานด้าน ITกับการจัดการข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO
จากตารางจะเห็นได้ว่า งานด้าน IT สามารถเข้าไปมีบทบาทกับการดำเนินระบบบริหารต่างๆ และการปรับปรุงระบบงานในองค์กรได้เยอะมากๆ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสของโลกธุรกิจในปัจจุบัน แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การกำหนดกลยุทธ์ด้าน IT ของแต่ละองค์กรและการดำเนินการให้สอดประสานกับความต้องการของหน่วยงานต่างๆ เพื่อจะส่งผลให้ ระบบ IT หรือ software ทั้งหลายสามารถทำงานสอดรับกันได้เพื่อลดต้นทุนอันเกิดจากการวางระบบซ้ำซ้อน และ เป็นการเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานขององค์กรให้สอดคล้องกับระบบมาตรฐาน ISO ต่างๆในที่สุด
ดังนั้นผู้นำองค์กรธุรกิจใดที่ดึงความสามารถของงานด้าน IT ที่มีมากมายมาช่วยในการบริหารจัดการองค์กร จนองค์กรสามารถเป็นที่ยอมรับของธุรกิจโลก หรือได้รับมาตรฐาน ISO ก็จะสามารถไปแข่งขันกับองค์กรธุรกิจคู่แข่งต่างๆ ได้อย่างสบาย

ที่มา
http://www.baanmaha.com/community/thread10567.html
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=4335796a620a5a19
http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?passTo=fc5f446a1b315a4760fc4eac5c2fcbb4&bookID=35&read=true&count=true